ลีโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังโลก ได้ออกมาเปิดใจถึงช่วงเวลา 2 ปีที่เขาค้าแข้งกับสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง (PSG) โดยยืนยันว่ามัน “ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เลวร้าย” อย่างที่หลายคนมอง ภายหลังจากเขาย้ายไปเล่นให้ทีมดังแห่งฝรั่งเศสในปี 2021 ท่ามกลางความประหลาดใจของแฟนบอลทั่วโลก แม้ช่วงเวลาของเมสซี่ที่ปารีสจะเต็มไปด้วยกระแสข่าวด้านลบ ความกดดัน และเสียงวิจารณ์มากมาย แต่เจ้าตัวกลับมองว่ามันเป็นอีกบทหนึ่งของชีวิตที่ทำให้เขาเติบโตและเรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งเป็นคำให้สัมภาษณ์ที่สะเทือนวงการฟุตบอลเพราะมันคือการเปิดแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครได้รับรู้มาก่อน
หลังออกจากบาร์เซโลน่า—สโมสรที่เป็นเหมือนบ้านของเขามาตลอดกว่า 20 ปี เมสซี่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการค้าแข้ง การย้ายมาปารีสเหมือนการเริ่มต้นใหม่ ในวัยที่หลายคนคิดว่าเขาอาจอยู่ในช่วงปลายของอาชีพ แม้หลายคนจะคาดหวังว่าการจับคู่ของเขากับเนย์มาร์และเอ็มบั๊ปเป้จะนำพา PSG ไปสู่ความยิ่งใหญ่ในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก แต่ความเป็นจริงไม่เป็นไปอย่างที่หลายคนวาดฝัน ผลงานของทีมในยุคที่เมสซี่ลงเล่นถูกวิจารณ์ว่าไม่ดีเท่าที่ควร และหลายครั้งเขาถูกแฟนบอลเจ้าถิ่นโห่ใส่เมื่อทีมแพ้หรือฟอร์มไม่เข้าเป้า
อย่างไรก็ตาม เมสซี่กลับมองว่าสองปีที่ปารีสมีสิ่งดีงามมากมาย เขาเปิดใจว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ฟุตบอลอีกแบบหนึ่ง ได้สัมผัสวัฒนธรรมใหม่ และได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวในเมืองที่สวยงามอย่างปารีส การปรับตัวของครอบครัวเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมาก และเขากล่าวว่าช่วงเวลานั้นทำให้ลูก ๆ ของเขาเติบโตในสภาพแวดล้อมที่พวกเขามีความสุข แม้ในสนามจะไม่ราบรื่นนัก แต่ในชีวิตส่วนตัว เมสซี่รู้สึกว่ามันคือประสบการณ์ที่มีค่าอย่างมาก
เมสซี่ยังย้ำว่าเขาไม่เคยมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีม หรือกับตัวสโมสรอย่างที่บางสื่อพยายามสื่อออกมา เขาให้ความเคารพต่อ PSG และทุกคนในทีมนั้น เขายืนยันว่าตลอดสองปีในปารีส เขาทำงานอย่างเต็มที่ และมีความสุขกับการเล่นฟุตบอลในสไตล์ลีกเอิงที่แตกต่างจากลาลีกาอย่างชัดเจน ความเร็วของเกม การเข้าปะทะที่หนัก และการเล่นที่เน้นสรีระคือสิ่งที่ทำให้เขาต้องปรับตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยยกระดับความเข้าใจในเกมของเขาเองด้วย
แม้หลายคนมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างเมสซี่กับแฟนบอล PSG ดูจะไม่ราบรื่นนัก แต่นักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 8 สมัยกลับเลือกมองในแง่บวกว่า มันคือส่วนหนึ่งของโลกฟุตบอล ที่มีทั้งเสียงเชียร์และเสียงวิจารณ์ เขาเรียนรู้ที่จะเข้าใจแฟนบอล และเคารพในความรู้สึกของพวกเขา เพราะฟุตบอลไม่อาจแยกออกจากอารมณ์ความรู้สึกได้ เมสซี่กล่าวว่า “ผมรักการได้เล่นในปารีส แม้มันไม่ได้ง่ายเสมอไป แต่ผมก็เติบโตจากมันมาก” ประโยคนี้ถูกตีความว่ามันสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและความมีวุฒิภาวะที่หาได้ยากในนักเตะระดับนี้
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญฟุตบอล หลายคนมองว่าช่วงเวลาที่เมสซี่อยู่ PSG แม้จะไม่ใช่ช่วงที่ดีที่สุดในแง่สถิติหรือผลงานระดับทีม แต่ก็เป็นช่วงเวลา “เปลี่ยนผ่าน” ที่สำคัญในชีวิตของเขา ก่อนจะไปเริ่มต้นบทใหม่กับอินเตอร์ ไมอามี่ในเมเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกา ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในปารีส ทั้งจากความคาดหวังสูงเสียดฟ้าและเป้าหมายใหญ่ที่ทีมยังไปไม่ถึง ทำให้เมสซี่ต้องปรับตัวทั้งด้านจิตใจและการเล่น ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือเขากลับมาเล่นฟุตบอลด้วยรอยยิ้มอีกครั้งในไมอามี่

ในมุมของแฟนบอล บอกได้ว่าภาพของเมสซี่ในสีเสื้อ PSG เป็นภาพที่ไม่คุ้นตาเท่าที่ควร และหลายคนยังรู้สึกว่าเขาไม่เข้ากับระบบของทีมมากนัก ความคาดหวังสูงจากทั้งสโมสรและสื่อทำให้ทุกแมตช์ของเขาถูกจับตาอย่างเข้มข้น ซึ่งบางครั้งก็ทำให้เสียงวิจารณ์หนักหน่วงเกินกว่าที่ตัวเขาเองควรได้รับ อย่างไรก็ตาม เมสซี่ยืนยันว่าเขาเข้าใจดีว่าฟุตบอลระดับสูงเป็นพื้นที่ที่มีความคาดหวังมาก การถูกวิจารณ์คือส่วนหนึ่งของงาน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการมองกลับไปในทุกขั้นตอนแล้วสามารถบอกได้ว่าเขาได้ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว
ผู้จัดการทีม ฟุตบอลฝรั่งเศส และอดีตนักเตะหลายคนก็ออกมาให้ความเห็นว่า PSG อาจยังไม่พร้อมสำหรับการผสมผสานผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัวหลายคนพร้อมกัน การมีเมสซี่ เนย์มาร์ และเอ็มบั๊ปเป้อยู่ในทีมเดียวกันคือภาพฝันที่สวยงาม แต่ในเชิงแท็กติกและการบริหารทีม มันซับซ้อนกว่าที่คิดมาก การแบ่งบทบาทและการออกแบบระบบให้รองรับคุณสมบัติพิเศษของนักเตะแต่ละคนเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา และ PSG ในช่วงนั้นอาจยังไม่มีโครงสร้างเชิงแท็กติกที่ลงตัวพอ
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เมสซี่จะออกจากปารีสพร้อมกับเสียงวิจารณ์อยู่บ้าง แต่สื่อหลายสำนักกลับยกย่องช่วงเวลานี้ว่าเป็น “ภารกิจที่ทำให้เมสซี่เป็นมนุษย์มากขึ้น” เพราะมันคือช่วงที่เขาต้องเผชิญปัญหา ความกดดัน และความคาดหวังจากทั่วโลกโดยไม่มีเกราะป้องกันเหมือนตอนอยู่ในบาร์เซโลน่า ซึ่งเป็นบ้านที่คุ้นเคย ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของเมสซี่ ซึ่งเป็นด้านที่อ่อนโยน เข้าใจโลก และพร้อมยอมรับข้อจำกัดของชีวิตนักฟุตบอล
ในขณะเดียวกัน เว็บไซต์วิเคราะห์ฟุตบอลและแพลตฟอร์มเดิมพันกีฬาอย่างเล่นคาสิโนออนไลน์กับ ยูฟ่าเบท เว็บตรง มั่นคง ปลอดภัย ระบบทันสมัยที่สุด สมัครง่าย ไม่ผ่านเอเย่นต์ พร้อมโปรโมชั่นเด็ดทุกวัน ก็จับตาเส้นทางของเมสซี่ในปารีสอย่างใกล้ชิด ตัวเลขและอัตราความน่าจะเป็นหลายอย่างถูกประเมินใหม่ทุกครั้งที่ PSG ลงสนาม โดยเฉพาะในเกมยุโรปที่มักเป็นประเด็นใหญ่ในหมู่นักวิเคราะห์ ความจริงที่ว่า PSG ยังไปไม่ถึงถ้วยแชมเปียนส์ ลีก แม้มีเมสซี่อยู่ในทีม ก็ทำให้เกิดการถกเถียงมากมายว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวนักเตะ แต่เป็นระบบโดยรวมที่ยังไม่สมบูรณ์
เมสซี่เองกล่าวว่าเขาไม่ได้เสียใจที่ย้ายไป PSG เขามองว่ามันคือบทเรียนสำคัญในชีวิต เป็นการเปิดโลกใหม่ทั้งด้านฟุตบอลและชีวิตส่วนตัว เมสซี่เล่าว่าปารีสเป็นเมืองที่สวยงาม เต็มไปด้วยมิตรภาพและผู้คนที่ให้การต้อนรับ ครอบครัวของเขาก็ได้ใช้เวลาที่มีคุณค่าที่นั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขามองว่า “ประสบการณ์สองปีนี้คือของขวัญชิ้นหนึ่งในชีวิต”
เมสซี่กล่าวเชิงย้ำว่า “มันไม่เลวร้ายอย่างที่หลายคนคิด” ประโยคนี้สะท้อนความจริงที่ว่า ชีวิตนักฟุตบอลระดับโลกไม่ได้มีแต่ความสำเร็จหรือช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบ เขายังบอกอีกว่า ทุกสโมสร ทุกเมือง ทุกก้าวในชีวิตการค้าแข้ง ล้วนมีบทบาทสร้างตัวตนของเขาอย่างที่เขาเป็นในวันนี้ ไลโอเนล เมสซี่ในวัยเกือบ 37 ปี ไม่ได้เป็นเพียงนักเตะที่ดีที่สุดในโลก แต่เป็นบุคคลที่ผ่านประสบการณ์ทั้งดีและร้ายจนกลายเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นใหม่
หลังย้ายไปอินเตอร์ ไมอามี่ เมสซี่ กลับมาเล่นฟุตบอลด้วยความสุขอย่างแท้จริง ราวกับได้ปลดล็อกความกดดันจากปารีส เขาสนุกกับเกม มีอิสระในการเล่น และกลายเป็นศูนย์กลางของทีมทันที ความเบิกบานในสนามที่เห็นได้ชัดทำให้แฟนบอลจำนวนมากย้อนกลับมาประเมินช่วงเวลาที่ PSG ใหม่ และเข้าใจว่าแม้เขาจะไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด แต่เขาก็ยังรักษามาตรฐานการเล่นในระดับสูงได้อย่างสม่ำเสมอ
จากปรากฏการณ์ดังกล่าว หลายฝ่ายเริ่มมองว่าเมสซี่คือผู้เล่นที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถสร้างอิทธิพลให้วงการฟุตบอลได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งการติดตามของแฟนบอลทั่วโลก including แพลตฟอร์มวิเคราะห์ต่าง ๆ อย่าง สนใจเริ่มต้นเดิมพันออนไลน์กับเว็บตรง สมัคร UFABET วันนี้ รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งโบนัสแรกเข้าและระบบฝากถอนออโต้ รวดเร็ว ปลอดภัย 100% สื่อให้เห็นว่าเขายังคงเป็นศูนย์กลางความสนใจของวงการฟุตบอลอย่างไม่มีข้อกังขา
ในท้ายที่สุด คำพูดของเมสซี่ครั้งนี้คือการยืนยันว่าช่วงเวลาใดก็ตามในชีวิต แม้จะมีความท้าทายหรือเสียงวิจารณ์มากเพียงใด ก็สามารถเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าได้เสมอ หากมองด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและไม่ติดอยู่กับภาพลักษณ์ที่คนภายนอกคาดหวัง สองปีของเมสซี่ในปารีสอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาในสนามฟุตบอล แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาเติบโตในฐานะมนุษย์ ในฐานะพ่อ และในฐานะนักกีฬาอาชีพที่พร้อมเผชิญทุกความเปลี่ยนแปลงของเส้นทางชีวิต